โครงการเหมืองแร่โปแตซวานรนิวาส : ข้อมูลโครงการที่ได้มายาก และการฟ้องคดีปิดปากประชาชน

วันที่ 30 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ไปนั่งฟังเวทีสัมมนาวิชาการหัวข้อ “อนาคตไทวาร คำตอบต่อการสำรวจแร่โปแตช” ณ สวนสาธารณะเทศบาลตำบลวานรนิวาส อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร  งานดังกล่าวเป็นงานที่ภาคประชาชนอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตซในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส การจัดเวทีดังกล่าว นอกจากจะเป็นไปเพื่อการสื่อสารแสดงออกว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการทำเหมืองแร่โปแตซ การต้องการรักษาพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหารและอำนาจในการจัดการทรัพยากรโดยประชาชนและชุมชนแล้ว ยังเป็นผลมาจากที่พวกเขาพึ่งได้รับเอกสารอาชญาบัตรพิเศษและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่พวกเขาพยายามยื่นขอจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครมาเกือบ 2 ปี

ในเวทีดังกล่าวมีการพูดหลายประเด็น ตั้งแต่การบอกเล่าข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในอาชญาบัตรพิเศษที่พึ่งได้รับมา การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมือนแร่โปแตซและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  การนำเสนองานวิจัยที่ชาวบ้านร่วมกันจัดทำขึ้น หรือที่พวกเขาเรียกว่า “วิจัยไทบ้าน” และประเด็นสุดท้าย  ทนายความที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับชาวบ้านกลุ่มคัดค้านได้มาพูดถึงสถานการณ์การฟ้องคดีกับชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตซ

ข้อมูลที่ได้รับฟังจากเวที มีความน่าสนใจอยู่หลายประเด็น แต่ประเด็นที่ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษคือความพยายามในปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเหมืองแร่ ซึ่งในเวทีมีการพูดถึงการปิดกั้นการมีส่วนร่วมที่เด่นชัดอยู่ 2 รูปแบบ คือ การกีดกันไม่ให้เข้าถึงข้อมูล และการฟ้องคดีปิดปาก

นอกจากนี้ จากการพูดคุยนอกเวที ผู้เขียนได้ฟังเรื่องราวการพยายามปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะในเชิงกายภาพแบบอื่นๆอีกด้วย เช่น แกนนำคนหนึ่งเล่าว่าในช่วงแรกๆของการเคลื่อนไหวมักจะมีทหารพร้อมอาวุธขับรถฮัมวี่ไปมาในชุมชน และก็มีการมาที่บ้านที่เขาเห็นว่าเป็นแกนนำด้วย ชาวบ้านก็เลยเรียนไปที่หน่วยทหารในพื้นที่ หลังจากนั้นก็ดีขึ้น นอกจากนี้ แกนนำบางก็ถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่ มีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมบ้านบ่อยๆ ด้วย อย่างไรก็ดี ในงานชิ้นนี้ ผู้เขียนจะไม่ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการคุกคามเชิงกายภาพดังกล่าว เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้มีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นระบบและเพียงพอที่จะนำมาเขียนได้

ต้องใช้เวลาปีครึ่ง ถึงจะได้ข้อมูลอาชญาบัตรพิเศษจากหน่วยงานรัฐ

การสำรวจแร่โปแตซในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส ดำเนินการโดยบริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตซ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้ยื่นขออนุญาตขุดเจาะสำรวจแร่โปแตชในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส มาตั้งแต่ปี 2547 และได้รับอนุญาตถืออาชญาบัตรพิเศษเพื่อเข้าสำรวจฯเมื่อต้นปี 2558 บนพื้นที่จำนวน 12 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 116,875 ไร่ ครอบคลุม 6 ตำบล ได้แก่ วานรนิวาส ศรีวิชัย ธาตุ คอนสวรรค์ นาคำ ขัวก่าย รวม 82 หมู่บ้าน อาชญาบัตรพิเศษดังกล่าวมีอายุ 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2558 – 11 มกราคม 2563)  บริษัทฯได้เริ่มทำการขุดเจาะสำรวจตั้งแต่กลางปี 2559 โดยเป้าหมายการขุดเจาะอยู่ที่ 53 หลุม แต่ปัจจุบันเจาะได้เพียง 3 หลุม เนื่องจากเกิดการคัดค้านของประชาชน  ด้วยหวั่นเกรงผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหารและการแย่งชิงน้ำใช้ในพื้นที่

ในระยะแรกของการเข้ามาขออนุญาตสำรวจแร่ของบริษัทฯ ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รู้ข้อมูลเลย ชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้ามาทำเหมืองแร่ก็เข้าช่วงปี 2559 ซึ่งจะเริ่มมีการเจาะสำรวจแล้ว  ทนายความรายหนึ่งซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกๆที่ออกมาเคลื่อนไหวเล่าว่าตอนแรกที่เขารู้ว่าจะมีการสำรวจแร่โปแตซในพื้นที่ เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าโปรแตสคืออะไร ต้องอาศัยการค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับแกนนำชาวบ้านรายหนึ่งก็บอกในทำนองเดียวกันว่า ตอนแรกไม่รู้ว่าโปแตซมันคืออะไร มันทำยังไง จะส่งผลดีผลเสียอย่างไร เลยสับสนและเป็นกังวลมาก ต้องให้ลูกหลานที่พอใช้อินเตอร์เน็ตเป็นให้ช่วยค้นหา และต้องนั่งติดตามข่าวสารทางทีวีเพราะหวังว่าจะมีการให้ข้อมูลเรื่องนี้บ้าง

หลังจากนั้น ชาวบ้านได้พยายามรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน เกิดเวทีขึ้นหลายครั้ง มีนักวิชาการมาพูดให้ฟัง ทำให้พอรู้ว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องรู้และสามารถขอได้ที่ไหน  พวกเขาจึงได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง  ในช่วงเดือนมกราคม 2560 พวกเขาจึงได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร เพื่อขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการ อาทิ แผนผังการสำรวจแร่โปแตซ  อาชญาบัตรพิเศษ และแผนที่แนบท้ายอาชญาบัตรพิเศษ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องรายการอื่นๆ

อย่างไรก็ดี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครได้พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ข้อมูล ชาวบ้านต้องไปยื่นหนังสือซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่น้อยกว่า 4 รอบ โดยรอบที่ 4 ไปยื่นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 หลังจากนั้นไม่นานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครก็ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 19 มกราคม 2561 ตอบกลับมาว่า การเปิดเผยข้อมูล ตามที่ชาวบ้านขอไป อาจมีรายละเอียดข้อมูลที่กระทบถึงผลประโยชน์ได้เสียของบุคคลอื่น จึงไม่อาจสำเนากับชาวบ้านได้

ผลจากการไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ทำให้ในต้นเดือนกุมภาพันธุ์ 2561 ชาวบ้านใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ส่งจดหมายอุทธรณ์คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ  เพื่อขอให้มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูล โดยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายคณะที่ 4 ได้มีมติรับเรื่องอุทธรณ์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธุ์ 2561 และคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯได้มีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครเปิดเผยข้อมูลให้ชาวบ้านได้รับรู้

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เพราะเหตุใดการเข้าถึงข้อมูลของโครงการถึงยากลำบากและต้องใช้เวลานานถึงปีครึ่ง ทั้งที่การเข้าถึงข้อมูล (Access to Inform) เป็นก้าวแรกของการที่ประชาชนจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การได้รับข้อมูลที่เป็นทางการยังจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ลดความสับสนและช่วยตอบคำถามและข้อกังวลใจของชาวบ้านได้ว่า เขาจะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองอย่างไรหรือไม่

อีกทั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ฉบับปีพุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน  ต่างได้รับรองสิทธิในการได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ[1]  และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติและต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก[2] แต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานรัฐกลับพยายามกระทำในสิ่งที่ส่วนทางกับรัฐธรรมนูญ


ภาพจากเพจ นอนนาวานร

การฟ้องคดีปิดปาก มาตรการเพื่อคุกคามการมีส่วนร่วมสาธารณะ

การมีส่วนร่วมสาธารณะ (Public Participation) เป็นหลักการและแนวปฏิบัติทางการเมือง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่ถือว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  ประชาชนจึงต้องสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองได้ไม่ว่าจะโดยทางอ้อม ผ่านการเลือกตั้งตัวแทนไปทำหน้าที่แทน หรือโดยทางตรง ผ่านการแสดงความคิดเห็น การออกเสียงประชามติ  การใช้เสรีภาพในการชุมนุม  เพื่อร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะได้โดยตรง

แต่การมีส่วนร่วมสาธารณะ (Public Participation) ในสังคมไทยยังถือว่ามีอุปสรรคอยู่มากและค่อนข้างมีต้นทุนที่สูงพอสมควร  เพราะบรรดาผู้ที่สนใจเข้าไปมีส่วนร่วมสาธารณะมักจะถูกคุกคาม ข่มขู่ ที่ร้ายแรงสุดคือการคุกคามถึงชีวิตร่างกาย การลอบสังหาร การบังคับสูญหาย  มาตรการที่เบาลงมาหน่อยก็อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือเบาลงมานิดก็อาจจะถูกเรียกปรับทัศนคติ หรือไม่ก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามเยี่ยมเยียนดังเงาตามตัว

การคุกคามผ่านการฟ้องร้องคดีเป็นรูปแบบการปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะที่ปรากฎบ่อยขึ้นในช่วง 20 ปีให้หลังนี้  เรามักจะเรียกการคุกคามในลักษณะนี้ว่า “สแลป” (SLAPPs – Strategic Lawsuit against Public Participation) ซึ่งเป็นคำที่ถูกนิยามขึ้นจากงานศึกษาของศาสตราจารย์ George W. Pring และศาสตราจารย์ Penelope Canan คำดังกล่าวถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยว่า “การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ” หรือมักเรียกกันสั้นๆว่า “การฟ้องปิดปาก”

ในหนังสือเรื่อง SLAPPs: Getting Sued for Speaking Out ของ Penelope Canan และ George Pring ที่ตีพิมพ์ ออกมาในปี ค.ศ. 1996 ซึ่งเป็นงานวิชาการชิ้นบุกเบิกที่ที่ศึกษาเรื่องการฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ ได้ให้คำจำกัดความของ SLAPPs ว่า “เป็นการฟ้องคดีเพื่อใช้ข่มขู่ คดีจำนวนมากมีลักษณะเป็นการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์  ไม่ใช่เพียงแค่ยุทธวิธี  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการตอบโต้  การทำให้หยุดพฤติกรรมโดยเฉพาะเจาะจง การลงโทษการพูด หรือการต่อต้านกิจกรรมทางการเมือง[3]

ผู้ฟ้องคดีในลักษณะ SLAPPs จะใช้การฟ้องคดีต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร โดยเฉพาะองค์กรนอกภาครัฐหรือ NGOs เพราะเหตุว่าพวกเขาเหล่านั้นได้สื่อสารความคิดเห็น (communication) ต่อรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อการดำเนินการของรัฐบาลหรือผลลัพธ์ของรัฐบาลในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือประเด็นที่มีนัยสำคัญทางสังคม[4]

โดยทั่วไป คดีในลักษณะ SLAPPs โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีไม่ได้ต้องการแสวงหาความยุติธรรมอันเป็นสาระสำคัญ (substantial merit)  ไม่ได้คาดหวังถึงผลของคดีว่าจะชนะคดีหรือไม่ แต่มีเป้าหมายเพื่อการข่มขู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาหรือกิจกรรมของพวกเขา ใช้เพื่อปิดปากและกลั่นแกล้งนักวิจารณ์  ด้วยการดูดทรัพยากรของผู้ถูกฟ้องหรือกลุ่มผู้ถูกฟ้อง บังคับให้ผู้ถูกฟ้องต้องใช้จ่ายเงินเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งจะช่วยลดทอนประสิทธิภาพในการทำงานและการทำกิจกรรม เวลา และกำลังใจของกลุ่มผู้ถูกฟ้อง จนผู้ถูกฟ้องอ่อนแรงและหยุดวิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้านไปเอง  ในแง่นี้ แม้สุดท้ายคดีจะยกฟ้อง ก็ถือว่าผู้ฟ้องชนะหรือประสบความสำเร็จไปแล้ว[5]

สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวบ้านผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองแร่โปแตซในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส พวกเขาก็เผชิญกับการถูกปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะด้วยการดำเนินคดีที่เข้าข่าย SLAPPs ดังกล่าวเช่นกัน จากข้อมูลพบว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีของการต่อสู้ มีชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการสำรวจแร่โปแตซในพื้นที่ถูกดำเนินคดีแล้ว 6 คดี รวมแล้ว 15 ราย ทั้งเป็นคดีที่เกิดจากบริษัทฟ้องคดีเอง บริษัทแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และรัฐดำเนินคดีกับชาวบ้าน ซึ่งคดีที่รัฐดำเนินคดีต่อชาวบ้านส่วนทั้งหมดคือ ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

คดีแรก บริษัทฯฟ้องหมิ่นประมาททางแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหาย 20 ล้าน

ต้นปี 2558 บริษัท ไชน่าฯ ยื่นฟ้องชาวบ้านรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส ในข้อหาหมิ่นประมาททางแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท จากการโพสข้อความบนเฟสบุ๊คส่วนตัวเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการเหมืองแร่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ พร้อมแสดงความกังวลหากจะมีเหมืองเกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดของตน และต้องการให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รู้ว่าจะมีเหมืองเกิดขึ้น  แต่เขาโพสข้อความได้ไม่นานก็จำเป็นต้องลบโพสดังกล่าวไป หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ก็มีหมายศาลมาที่บ้าน  คดีนี้มีการไกล่เกลี่ยในชั้นศาล ชาวบ้านรายดังกล่าวยอมจบคดีด้วยการขอโทษบริษัทโดยการติดป้ายประกาศเป็นเวลาหนึ่งเดือน เหตุผลที่ยอมยุติคดีโดยเร็วเนื่องมาจากมีความยุ่งยากเกิดขึ้นหลังจากที่ถูกฟ้อง เขาต้องเดินไปศาลบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งจำนวนไม่น้อย และครอบครัวของเขาก็ไม่อยากให้ขึ้นโรงขึ้นศาล หลังจากยุติคดีไป ชาวบ้านรายดังกล่าวก็ไม่กล้าที่จะมายุ่งเกี่ยวหรือคัดค้านเหมืองโปแตซอีกเลย

คดีที่สอง ชาวบ้าน 3 รายถูกดำเนินคดีไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ

เดือนเมษายน 2559  ช่วงที่บริษัทเริ่มมีการเจาะสำรวจแร่ใหม่ๆ ชาวบ้านประมาณ 500 คน ได้รวมตัวกันเดินคัดค้านจากหลุมเจาะไปยังที่ว่าการอำเภอวานรนิวาส เพื่อขอพบนายอำเภอยื่นคัดค้านการเจาะสำรวจแร่ และแสดงพลังว่าไม่ต้องการเหมืองแร่ หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ก็มีหมายเรียกมายังชาวบ้าน 3 ราย คือ นายเกรียงไกร นายดนัย และนายปรีชา ทั้งสามถูกตำรวจ สภ.วานรนิวาส แจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท  คดีนี้ทั้งสามรายให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน โดยเสียค่าปรับรายละ 10,000 บาท คดีจึงสิ้นสุดลง

คดีที่สาม ชาวบ้าน 1 ราย ถูกดำเนินคดีไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ

วันที่ 8 มีนาคม 2560 กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสได้จัดกิจกรรมเดินรณรงค์เพื่อบอกบุญประเพณี “ สืบชะตาห้วยโทง ” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2560  การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ เพราะชาวบ้านเห็นว่าไม่ใช่การชุมนุม แต่เป็นการจัดงานตามประเพณีของท้องถิ่นที่กระทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว

หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน สภ.วานรนิวาส ก็ได้ออกหมายเรียกลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 ส่งถึงนายศตานนท์ สมาชิกกลุ่มรักษ์วานรนิวาส ให้เขาเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 27 มีนาคม 2561  เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชม. เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ศตานนท์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา หลังจากที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดินแล้ว ศตานนท์ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ ยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิด ทนายให้ข้อมูลว่า จากการสอบถามไปที่พนักงานอัยการได้ข้อมูลว่าน่าจะมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี แต่ก็ยังไม่เห็นตัวคำสั่งดังกล่าว  และทนายตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า ในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือระวางโทษอย่างอื่น ถ้าไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิด จะถือว่าคดีขาดอายุความ ซึ่งคดีของศตานนท์เป็นข้อหาที่มีเพียงโทษปรับ และนับแต่วันที่เกิดหุการณ์จนถึงปัจจุบันก็เกิน 1 ปีแล้ง คดีจึงน่าจะขาดอายุความไปแล้ว

คดีที่สี่ คดีชาวบ้าน 1 รายถูกดำเนินคดีไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ

คดีนี้สืบเนื่องจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 บริษัทฯ ได้ขนหัวเครื่องจักรในการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตชเข้ามาในพื้นที่ตำบลบ้านธาตุ ในที่ดินส่วนบุคคลของชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งให้บริษัทฯเช่า ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านที่ทราบข่าวก็พยายามที่จะเข้าไปใสบริเวณพื้นที่ โดยเฉพาะวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 มีชาวบ้านกลุ่มคัดค้านประมาณ 200 คน ได้เข้าไปในที่ดินส่วนบุคคลของชาวบ้านรายหนึ่งในกลุ่มคัดค้าน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินที่บริษัทฯเช่า โดยกลุ่มชาวบ้านได้ทำการติดป้ายคัดค้านตามรั้วของที่ดินแปลงดังกล่าว

หลังจากนั้นในเดือนมิถุนายน ตำรวจได้มีหมายเรียกถึงนายอชิตพล ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เข้าไปร่วมกิจกรรมวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 ด้วย ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาแก่อชิตพลว่าเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าพนักงานก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง อชิตพลได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีประกัน ปัจจุบันคดีนี้สิ้นสุดแล้ว โดยพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

คดีที่ห้าและหก คดีชาวบ้าน 9 คน ถูกดำเนินคดีไม่แจ้งการชุมนุมและข่มขืนใจ

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 บริษัทฯได้ขนอุปกรณ์เพื่อเข้าไปดำเนินการเจาะสำรวจหลุมที่ 4  เมื่อชาวบ้านกลุ่มคัดค้านทราบข่าวจึงได้เข้าไปในพื้นที่หลุมที่ 4 แต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และได้ขัดขวางไม่ให้รถขนอุปกรณ์ขุดเจาะเข้าพื้นที่ เหตุผลของการขัดขวางของชาวบ้านเนื่องจากก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยยื่นข้อเสนอให้กับภาครัฐว่าให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอาชญาบัตรพิเศษและให้ทบทวนและตรวจสอบพื้นที่ที่ยื่นคำขอเป็นพื้นที่ที่ห้ามยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยแร่หรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่สำรวจโปแตชอยู่ใกล้กับพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำซับน้ำซึม แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากภาครัฐ

ระหว่างการชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารมาเฝ้าตลอด และมีการมาเจรจาขอให้ชาวบ้านยุติการชุมนุม บางครั้งมีการขู่ว่าการกระทำของชาวบ้านเป็นการทำผิดกฎหมาย การชุมนุมของชาวบ้านดำเนินไปจนกระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม ตำรวจได้นำประกาศให้เลิกชุมนุมสาธารณะมาติดไว้ตรงทางเข้าหลุมขุดเจาะที่ 4 ประกาศดังกล่าวระบุใจความสำคัญว่า การชุมนุมของชาวบ้านเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง จึงให้ชาวบ้านเลิกชุมนุมภายในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม อย่างไรก็ดี ช่วงนั้นเจ้าของรถที่รับขนเครื่องจักรของบริษัทได้เจรจากับชาวบ้านขอเอารถออกจากพื้นที่ไปพร้อมเครื่องจักร  ชาวบ้านยอมให้เอาออกไปได้และชาวบ้านได้ยอมสลายตัวไปในที่สุด

ต่อมา 15 พฤษภาคม 2561 ชาวบ้าน 2 รายคือนางสุดตา และนายจิตรกรณ์ ได้ถูกพนักงานสอบสวน สภ.วานรนิวาส แจ้งข้อหาว่าเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นวันที่ 17 พฤษภาคม ทั้งสองได้ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกหนึ่งข้อหาจากการร้องทุกข์กล่าวโทษของนายธัญญพัฒน์ หวังวงศ์สิริ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ไชน่าฯ คือ ข้อหาร่วมกันข่มขืนจิตใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดๆโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 หรือชาวบ้านมักเรียกสั้นๆว่า “ข่มขืนใจ”

หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านอีก 7 รายทยอยถูกหมายเรียกและเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา “ข่มขืนใจ” ได้แก่ นางสัมฤทธิ์ นางสาวพิสมัย และนายโอฬาร เข้ารับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 25 พฤษภาคม, นางสาวไสว และนายนงค์ชัย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 26 มิถุนายน, นางมะลิ และนายชัยทรัพย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 2 กรกฎาคม

ชาวบ้านทั้งหมดให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนและยืนยันจะต่อสู้คดี ปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล

พระราชพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 กฎหมายที่สร้างภาระต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุม

กล่าวเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยเฉพาะข้อหาเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงนั้น เป็นความผิดที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางต่อการจัดกิจกรรมของภาคประชาชน

หลังกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 การชุมนุมกรณีแรกที่มีการตั้งข้อหาตามกฎหมายนี้คือ กรณีของนายสะมะแอและกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ที่เดินทางมายื่นหนังสือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อขอให้แก้ไขมาตรา 34 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทำประมงพื้นบ้าน หลังจากนั้นนายสะมะแอถูกตั้งข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง

การบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะเกือบ 3 ปี  เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมายหลายประการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายนี้เกิดขึ้นมาในยุคเผด็จการทหารที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเข็มงวด และถูกบังคับใช้ภายใต้การดำรงอยู่ของประกาศและคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทำให้เกิดการบังคับใช้อย่างสับสนและมีปัญหามากกว่าปกติ

กฎหมายนี้กำหนดเงื่อนไขหลายประการให้ผู้ชุมนุมต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทั้งก่อนและระหว่างการชุมนุม  เริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดให้ต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มการชุมนุม  ความยากของขั้นตอนนี้ คือการไม่รู้ว่าการจัดกิจกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ต้องแจ้งการชุมนุม  อย่างเช่น กรณีการทำกิจกรรมเดินบอกบุญชวนชาวบ้านมาร่วมงาน “สืบชะตาห้วยโทง” ดังที่กล่าวไป  หรือกรณีการเดินเทใจให้เทพา ของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่ายหิน ที่ต้องการเดินเท้าไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งกิจกรรมทั้งสอง ชาวบ้านต่างเห็นว่ากิจกรรมของพวกเขาไม่ใช่การชุมนุมสาธารณะ จึงไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุม

นอกจากการบางกรณีเป็นกิจกรรมที่ต้องดำเนินการแบบเร่งด่วน เช่น กรณีที่ชาวบ้านพึ่งทราบว่าจะมีการขนอุปกรณ์เข้ามาขุดเจาะสำรวจแร่ในวันนี้ จึงจำเป็นไปจัดกิจกรรมก่อน  กรณีเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุม 24 ชั่วโมงได้

ด้วยเหตุนี้ การกำหนดให้ผู้ชุมนุมแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนการชุมนุมในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของการชุมนุมที่อาจมีลักษณะเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันใด แม้จะกำหนดในเรื่องการผ่อนผันได้ แต่การผ่อนผัน กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในลักษณะเชิงอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผ่อนผันได้ ดังนั้น เมื่อต้องถูกบังคับให้ไปใช้ช่องทางขอผ่อนผัน จึงเท่ากับว่าชาวบ้านต้องไปขออนุญาตชุมนุม ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มักจะไม่อนุญาตให้ผ่อนผัน เช่น กรณีเดินเทใจให้เทพา เป็นต้น

 

อ้างอิง

[1]รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 41 (1), รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 58, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 56

[2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 59

[3] George W. Pring and Penelope Canan, SLAPPs. Getting sued for speaking out, 1996

[4] Multinational Monitor,  SLAPPing back for democracy, May98, Vol. 19, Issue 5

[5] George W. Pring and Penelope Canan, SLAPPs. Getting sued for speaking out, 1996